การซื้อขายตราสารทุน

การซื้อขายหลักทรัพย์เป็นขั้นตอนของการสร้างสภาพคล่องของหลักทรัพย์ ซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยระบบการซื้อขายที่ดีมีประสิทธิภาพเป็นกลไกหลัก และมีกลไกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมารองรับ เพื่อขับเคลื่อนให้การซื้อขายสำเร็จลุล่วงด้วยดี ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ในปัจจุบันมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะมีข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมสำหรับลักษณะเฉพาะของหลักทรัพย์ในแต่ละประเภทที่ต่างกัน ซึ่งการที่จะพิจารณานำรูปแบบใดมาใช้จะต้องคำนึงถึงหลักการที่สำคัญคือ ระบบการซื้อขายในรูปแบบนั้น จะต้องส่งเสริมให้เกิดสภาพคล่องของการซื้อขายได้สูงที่สุด

การส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

โดยทั่วไปแล้ว ลูกค้าสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ 3 วิธีดังนี้

1.1 ส่งด้วยตนเองที่ห้องค้าหลักทรัพย์ โดยกรอกใบคำสั่งซื้อ-ขายพร้อมลงชื่อกำกับ

1.2 ส่งทางโทรศัพท์หรือทางโทรสาร โดยโทรศัพท์หรือส่งโทรสารให้เจ้าหน้าที่การตลาดที่ดูแลบัญชีให้

1.3 ส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทกำหนดขึ้น เช่น ระบบอินเตอร์เน็ตหรือระบบออนไลน์ เป็นต้น

2.ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์

ระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์โดยส่วนใหญ่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ คือ

2.1 ระบบการซื้อขายแบบการประมูล คือ การจับคู่ราคาเสนอซื้อและขาย

2.2 ระบบการซื้อขายกับผู้ค้าหลักทรัพย์ ภายใต้ระบบนี้ผู้ค้าหลักทรัพย์จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการขับเคลื่อนให้เกิดการซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ตลอดเวลา หรือทำหน้าที่ในการสร้างสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์

 

3.การชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อสิ้นสุดการซื้อขายหลักทรัพย์ในแต่ละวัน บริษัทหลักทรัพย์จะออกใบยืนยันการซื้อขายหลักทรัพย์ สำหรับรายการที่มีผล (execution) และส่งให้ลูกค้า เพื่อยืนยันว่าลูกค้าได้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์กับบริษัทจริง และเป็นจำนวนเท่าใด รวมถึงเพื่อให้ลูกค้าทราบถึงภาระ ที่ลูกค้าต้องชำระค่าซื้อ หรือรับชำระค่าขายจากบริษัท

การชำระราคาค่าซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างบริษัทหลักทรัพย์กับลูกค้า โดยปกติจะใช้วิธีหักกลบค่าซื้อและค่าขายในแต่ละวัน แล้วก็ให้ลูกค้ารับหรือจ่ายเฉพาะส่วนต่าง สำหรับการชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ทุกรายการ ระหว่างบริษัทหลักทรัพย์กับบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ประเทศไทยจำกัด จะต้องดำเนินการภายในวันทำการที่ 3 ถัดจากวันที่เกิดรายการ

 

4.บุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

นอกจากลูกค้า(ผู้ซื้อผู้ขาย)ซึ่งเป็นผู้สั่งให้บริษัทหลักทรัพย์ดำเนินการตกลงซื้อขายหุ้น และเจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้จัดระบบการซื้อขาย และเป็นผู้ควบคุมการซื้อขายแล้ว บุคคลที่ทำหน้าที่ตกลงซื้อขายจะประกอบด้วย

4.1 เจ้าหน้าที่การตลาด (certified marketing) คือเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ ที่ทำหน้าที่ติดต่อชักชวน หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนแก่ลูกค้า เพื่อให้เกิดการซื้อขายหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง โดยต้องเป็นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต

4.2 เจ้าหน้าที่รับอนุญาต (trader) คือบุคคลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป็นตัวแทนของบริษัทสมาชิกในการซื้อขายด้วยระบบการซื้อขาย โดยมีหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายเข้าระบบการซื้อขาย

4.3 ตัวแทนสนับสนุน (fundamental guide หรือ investment planner) คือตัวแทนในการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ที่มีการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

5.ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทุน

5.1 การลงทุนในหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ ผลตอบแทนที่จะได้รับ คือ

5.1.1 ปันผล เป็นผลตอบแทนโดยตรงที่ผู้ถือหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของเงินสด หรือหุ้นที่รู้จักกันในชื่อของหุ้นปันผล

5.1.2 กำไรจากการขายหุ้น ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับในกรณีที่ภาวะตลาดเอื้ออำนวย และราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนสามารถขายหุ้นได้ในราคาที่สูงกว่าราคาเมื่อซื้อมา ทั้งในกรณีของหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ

5.1.3 สิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่หรือลูกหุ้น ในกรณีที่บริษัทมีการเพิ่มทุนจดทะเบียน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมสามารถรักษาสัดส่วนของสิทธิความเป็นเจ้าของ ในบริษัทดังกล่าวไว้ได้ในระดับเดิม

6.ความเสี่ยงจากการลงทุน

ในส่วนของความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนของผลตอบแทน อันเกิดจากเงินปันผลและกำไรจากการซื้อขายหุ้นคือ ความเสี่ยงซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากผลประกอบการ และแนวโน้มในการทำกำไรของบริษัท

6.1 ปัจจัยเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากรายรับหรือยอดขายส่วนหนึ่ง และรายจ่ายหรือต้นทุนในการผลิตอีกส่วนหนึ่ง

6.2 ปัจจัยเสี่ยงจากการก่อหนี้ของบริษัท การก่อหนี้เพื่อใช้ในการลงทุนในการขยายกิจการของบริษัท หรือเพื่อเหตุผลในทางธุรกิจใด ๆ ก็ตาม จะก่อให้เกิดภาวะผูกพันที่บริษัทจะต้องชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้แก่เจ้าหนี้ ภายใต้กรอบของระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะเป็นอย่างไรก็ตาม

7.การลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ

เนื่องจากหุ้นกู้แปลงสภาพมีลักษณะเป็นตราสารหนี้ ดังนั้น ผลตอบแทนที่ผู้ถือจะได้รับคือดอกเบี้ยตามที่ได้กำหนดไว้ในหุ้นกู้นั้น อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับโดยทั่วไปจะต่ำกว่าหุ้นกู้ปกติ นอกจากความเสี่ยงด้านสภาพคล่องแล้ว ผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากทั้งหุ้นกู้ และการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารทุน ที่ผูกติดมากับหุ้นกู้อีกด้วย

8.การลงทุนในวอร์แรนท์

ผู้ถือวอร์แรนท์มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน เมื่อราคาหุ้นสามัญของบริษัทผู้ออกวอร์แรนท์นั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ราคาของวอร์แรนท์ มีการปรับเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และผู้ถือสามารถขายวอร์แรนท์เพื่อเอากำไร เนื่องมาจากการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคาดังกล่าว หรืออาจเลือกที่จะใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทนั้น ตามราคาที่ระบุไว้ในวอร์แรนท์ ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด แล้วนำหุ้นสามัญออกมาขายตามราคาตลาด เป็นต้น

9.การลงทุนในหน่วยลงทุน

ผู้ถือหน่วยลงทุนมีฐานะร่วมเป็นเจ้าของกองทุนนั้น ๆ และมีสิทธิได้รับเงินปันผล หรือผลตอบแทนจากผลกำไรที่เกิดขึ้น ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน หรือผลประกอบการของกองทุนนั้น ๆ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน มีแหล่งที่มาจาก 2 ทางหลัก ๆ คือ

9.1 เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ซึ่งเกิดจากการที่หลักทรัพย์ หรือตราสารหนี้ที่กองทุนถือครองอยู่มีการจ่ายผลตอบแทน ซึ่งผลตอบแทนเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนอีกทอดหนึ่ง เงินปันผลที่ผู้ถือหน่วยจะได้รับนี้ อาจจะเป็นทั้งหมดของผลตอบแทนที่กองทุนได้รับ หรืออาจจะเป็นเพียงบางส่วน และในส่วนที่เหลือจะนำกลับเข้าไปลงทุนใหม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถทราบได้จากหนังสือชี้ชวน

9.2 กำไรจากการขายหลักทรัพย์ กำไรจากการขายหลักทรัพย์เกิดจากการที่ผู้จัดการกองทุน มีการขายหุ้นหรือทรัพย์สินออกไปในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมาในตอนแรก ก่อให้เกิดผลกำไรและมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเพิ่มขึ้น

10.การลงทุนใน NVDR

เนื่องจากหลักทรัพย์ NVDR  ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นสามัญ หรือหุ้นบุริมสิทธิที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องโดยรวม จะเหมือนกับในกรณีของหุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิทุกประการ

11.การตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ 

ในทางปฏิบัติ การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญนั้น จำเป็นต้องใช้ปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลต่าง ๆ ที่นักลงทุนสามารถหามาได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และข้อมูลของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์นั้น จะเสมือนเป็นวัตถุดิบหรือปัจจัยนำเข้า (input) ในกระบวนการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญ (process) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (output) สุดท้ายซึ่งก็คือ มูลค่าที่เหมาะสมหรือมูลค่าที่แท้จริง (intrinsic value) ของหุ้นสามัญนั้น จากนั้นจึงนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุนต่อไป

12.ความหมายและวัตถุประสงค์การประเมินมูลค่า

12.1 ความหมายของมูลค่า คำว่ามูลค่านั้นมักจะใช้กันในความหมายของคุณค่าของสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งในทางการเงินจะพยายามเทียบเคียงให้คุณค่าอยู่ในรูปเม็ดเงิน (cash equivalent) โดยใช้วิธีการทางการเงินประเมินแล้วเรียกเป็นมูลค่า ในขณะที่คำว่าราคานั้นมักจะถูกอ้างอิงจำนวนเม็ดเงินที่ผู้ซื้อและผู้ขายทั้งสองฝ่าย มีความยินยอมในการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์นั้น เป็นจำนวนเม็ดเงินที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกัน ดังนั้นมักจะได้ยินคำเต็ม ๆ ที่อ้างอิงทั้ง 2 คำนั้นว่า มูลค่าที่เหมาะสม กับราคาตลาด 

ทั้งนี้ราคาตลาดเป็นราคาที่เกิดขึ้น โดยอาศัยกลไกของอุปสงค์และอุปทาน ในตลาดของสินทรัพย์เหล่านั้น ตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายพร้อมจะแลกเปลี่ยนเงินกับสินทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องเท่ากับมูลค่าที่เหมาะสมของสินทรัพย์นั้น ในกรณีที่มีผู้ต้องการสินทรัพย์นั้นเป็นจำนวนมาก ราคาตลาดก็อาจสูงกว่ามูลค่าที่กำหนด และในทางตรงกันข้าม หากสินทรัพย์ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาตลาดก็อาจอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมได้

12.2 วัตถุประสงค์ของการประเมินมูลค่า วัตถุประสงค์สำคัญของการประเมินมูลค่า คือความต้องการที่จะทราบมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ว่า มีมูลค่าเท่ากับเท่าใด เพื่อต้องการที่จะใช้เป็นข้อมูลสำคัญ ในการคัดเลือกสินทรัพย์สำหรับการลงทุน ในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน โดยปรัชญาพื้นฐานที่แท้จริงของการประเมินมูลค่านั้น มาจากแนวคิดที่ว่า นักลงทุนจะไม่ยอมจ่ายเงินซื้อสินทรัพย์ใด ๆ ไปมากกว่ามูลค่าของสินทรัพย์นั้น หากนักลงทุนเห็นว่า มูลค่าของสินทรัพย์ดังกล่าวสูงเกินไป

12.3 วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญ การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญถือได้ว่า เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการประเมินหุ้นกู้และหุ้นบุริมสิทธิ เพราะกระแสเงินสดที่จะได้รับจากการลงทุนในหุ้นสามัญส่วนมาก จะอยู่ในรูปของเงินปันผล และผลกำไรจากราคา ซึ่งอาจมีค่าไม่คงที่ วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญมีหลายวิธี แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วย 3 วิธีคือ การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วยวิธีสัมพัทธ์ และการประเมินมูลค่าด้วยวิธีกำไรคงเหลือ

12.3.1 วิธีแรกนั้นเป็นการคำนวณราคาหุ้นสามัญ โดยนำกระแสเงินสดที่เกิดจากการดำเนินงานของกิจการมาคิดลดเป็นค่าปัจจุบัน ตัวอย่างกระแสเงินสดที่นำมาใช้ในการคำนวณได้แก่ เงินปันผลของกิจการ หรือกระแสเงินสดอิสระ เป็นต้น

12.3.2 วิธีการเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงิน ระหว่างราคาหุ้นสามัญของกิจการกับตัวแปร ที่แสดงความสามารถในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นอยู่ในตลาดขณะนั้น สำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่นิยมนำมาใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีนี้ เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร อัตราส่วนราคาต่อกระแสเงินสด อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี และอัตราส่วนราคาต่อยอดขาย เป็นต้น

12.3.3 วิธีกำไรคงเหลือนี้ เป็นการนำกำไรสุทธิ จำนวนเงินหลังจากที่กิจการได้จ่ายต้นทุนค่าเสียโอกาสสำหรับเจ้าหนี้ออกไปแล้ว ที่กิจการสามารถทำได้ในรอบระยะเวลาหนึ่ง มาหักออกด้วยต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เป็นตัวเงินของผู้ถือหุ้น จากนั้นจึงนำกำไรคงเหลือที่คำนวณได้ไปใช้ในการคำนวณหามูลค่าหุ้นต่อไป

13.ประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วยการคิดลดกระแสเงินสดของกิจการ 

องค์ประกอบที่สำคัญคือ การประมาณการตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับความสามารถ ในการใช้สินทรัพย์ของกิจการ ในการก่อให้เกิดกระแสเงินสดในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนั้นตัวแปรที่สำคัญอีก 1 ตัวแปรหนึ่งคือ การประมาณค่าผลตอบแทนที่ต้องการ ซึ่งจะนำมาใช้เป็นอัตราคิดลด ในการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วยวิธีนี้ กระแสเงินสดของกิจการในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้คือ

13.1 กระแสเงินสดจากเงินปันผล เนื่องจากเงินปันผลคือเงินที่ผู้ถือหุ้น หรือผู้ลงทุนในหุ้นสามัญจะได้รับโดยตรง การคำนวณมูลค่าโดยการคิดลดจากเงินปันผล ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ง่ายที่สุด การคำนวณตามแบบจำลองนี้ เป็นวิธีการคำนวณที่ไม่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามการคำนวณโดยวิธีนี้จะมีข้อด้อยคือ เมื่อบริษัทที่ต้องการประเมินมูลค่าไม่มีการจ่ายเงินปันผล การประเมินมูลค่าก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้

13.2 กระแสเงินสดอิสระส่วนของผู้ถือหุ้น หมายถึงกระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานของกิจการ และได้หักภาระผูกพันต่าง ๆ ของหนี้สิน รวมถึงการจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการไปแล้ว ดังนั้น กระแสเงินสดส่วนที่เหลือจึงกลายเป็นเงินของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกระแสเงินสดในส่วนนี้จะถูกนำมาใช้เป็นการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญต่อไป

  การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญ ด้วยการคิดลดกระแสเงินสดนี้ จะขึ้นอยู่กับตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 2 ประเภทคือ การประมาณการกระแสเงินสดของกิจการที่เกิดขึ้นในอนาคต และการประเมินผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ หรืออัตราคิดลดที่จะใช้ในการคิดลดกระแสเงินสด ในอนาคตกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน หากการประเมินตัวแปรทั้งสองนี้ไม่ถูกต้องแล้ว จะส่งผลให้มูลค่าหุ้นสามัญที่ประเมินได้ จะเป็นมูลค่าที่ไม่ถูกต้องไปด้วย

14.การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วยวิธีสัมพัทธ์

การประเมินมูลค่าตามวิธีนี้ ให้ความสำคัญกับอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งใช้เปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดของหุ้นสามัญ กับตัวแปรทางการเงินที่แสดงผลการดำเนินงานของกิจการ ตัวอย่างของตัวแปรทางการเงินที่มักนำมาใช้ได้แก่ กำไรสุทธิ ยอดขาย มูลค่าตามบัญชี หรือกระแสเงินสดอิสระ เป็นต้น โดยมีหลักการว่าตัวแปรทางการเงินเหล่านี้ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของกิจการ ซึ่งจะส่งผลมายังมูลค่าของกิจการโดยตรง 

15.การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วยวิธีกำไรคงเหลือ

การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญด้วยวิธีกำไรคงเหลือ เริ่มได้รับความนิยมนำมาใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญเมื่อไม่นานมานี้ แนวคิดสำคัญคือ การนำเอาต้นทุนค่าเสียโอกาสของผู้ถือหุ้น มาใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญ ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการคำนวณกำไรทางบัญชีตามปกติ ไม่ได้นำเอาต้นทุนของเงินทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้นมาคิดคำนวณด้วย ดังนั้น แม้บริษัทจะมีกำไรในงบกำไรขาดทุนของบริษัท แต่กำไรที่ได้ดังกล่าวอาจไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มใด ๆ ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เนื่องจากกำไรที่ได้จากการดำเนินงานของบริษัท ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าต้นทุนของเงินทุน 

ในเรื่องการซื้อ-ขายตราสารทุนพอจะสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ในบทนี้ท่านจะได้รู้กระบวนการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ในกระบวนการนั้นมีบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นายหน้า ลูกค้า และเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ รวมทั้งจะได้รับทราบถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ และความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในการลงทุน อีกทั้งยังได้รู้วิธีการประเมินหรือคำนวณว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนในตราสารที่สนใจอีกด้วย.